ปัจจุบันเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงช่วยให้การเข้าถึง ข้อมูลข่าวสารและบริการต่างๆ ผ่านทางอินเทอร์เน็ตทำได้ง่ายและรวดเร็วมากขึ้น หนึ่งในบริการที่น่าสนใจ คือ บริการซอฟต์แวร์ผ่านทางอินเทอร์เน็ต หรือที่เรียกว่า SaaS ซึ่งย่อมาจาก Software as a Service ที่ได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และถือเป็นทิศทางใหม่ของธุรกิจออนไลน์ ที่น่าจับตามอง

 SaaS หรือ “Software as a Service” คือการรูปแบบการขายซอฟต์แวร์ โดยให้บริการผ่านทาง อินเตอร์เน็ต ซึ่งในอดีตหากเราต้องการใช้ซอฟต์แวร์ธุรกิจไม่ว่า จะเป็นซอฟท์แวร์ประเภท ERP, CRM เราจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนค่อนข้างมาก กับการซื้อ License เพื่อนำมาติดตั้งที่เครื่องคอมพิวเตอร์ แต่ละเครื่องและยังต้องจัดเตรียมในส่วนของ Hardware เช่น Server, Harddisk เพื่อใช้ในการประมวลผล และเก็บข้อมูลเป็นส่วนกลาง อีกทั้งยังต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายในการดู แลรักษาระบบ ค่าจ้างทีมงาน IT ค่าทำระบบ Backup ข้อมูล หรือแม้แต่การทำสัญญาประกันความเสียหาย ให้กับอุปกรณ์ต่างๆ ซึ่งล้วนแล้ว แต่มีความยุ่งยากและต้องเตรียมการกันอยู่นานกว่าจะได้ใช้ ซอฟต์แวร์สักหนึ่งตัว แต่ SaaS เปลี่ยนความยุ่งยาก ทั้งหมดเหล่านี้ ให้กลายเป็นเรื่องง่าย เพียงแค่ผู้ซื้อจ่ายค่าบริการ ตามการใช้งานจริง เช่น จ่ายตามจำนวนผู้ใช้และตามระยะเวลาที่ต้องการใช้ ก็สามารถเข้า ใช้งานซอฟต์แวร์ได้ทันที ผ่านทางอินเทอร์เน็ต จึงทำให้ผู้ซื้อซอฟต์แวร์ไม่ ต้องแบกรับภาระ ค่าใช้จ่าย

ด้าน Hardware เหมือนแต่ก่อน ซึ่งวิธีนี้นอกจากจะช่วยลดค่าใช้จ่ายให้กับองค์กร มากกว่าการซื้อ License แล้วยังช่วยประหยัดเวลาในการ ใช้ซอฟท์แวร์อีกด้วย

อย่างไรก็ดี SaaS อาจดูเหมือนเป็นคำตอบที่ดีของการเลือกซื้อซอฟต์แวร์ แต่ SaaS ก็ยังมีข้อจำกัดอยู่หลายๆ ด้านที่ธุรกิจองค์กร ควรให้ความสำคัญว่าข้อจำกัดต่างๆ นั้นมีผลกระทบมากน้อยแค่ไหนกับธุรกิจหรือองค์กร ซึ่งในรายงานฉบับนี้ จะอธิบายถึงรูปแบบการให้บริการ ซอฟต์แวร์ SaaS ประโยชน์ สรุปการเปรียบเทียบกับการซื้อซอฟแวร์แบบติดตั้ง ฯลฯ เพื่อให้ผู้อ่านสามารถเห็นถึงข้อดี ข้อเสียและนำไปพิจารณา เพิ่มเติมในการเลือกซื้อต่อไป เพื่อให้องค์กรได้ประสิทธิภาพสูงสุด

SaaS คืออะไร SaaS ย่อมาจาก “Software as a Service” หรือเรียกว่า “On Demand Software” คือรูปแบบการให้บริการ ซอฟต์แวร์ผ่านทางอินเทอร์เน็ต คล้ายกับการเช่าใช้ เพียงแค่ผู้ซื้อจ่ายค่าซอฟต์แวร์ตามลักษณะการใช้งาน ที่ต้องการ (Pay-as-you-go) เช่น ตามจำนวนผู้ใช้และตามระยะเวลาที่ต้องการใช้ เพียงเท่านี้ผู้ซื้อ ก็สามารถเข้าใช้งานซอฟต์แวร์นั้นๆ ได้ทันทีผ่านทาง เว็บเบราเซอร์ โดยที่ไม่ต้องติดตั้ง โปรแกรมลงเครื่องเหมือนการซื้อซอฟต์แวร์แบบเดิมที่เป็น ลักษณะการซื้อแบบ License

SaaS ช่วยลดค่าใช้จ่ายให้กับผู้ซื้อเนื่องจากการจะใช้ซอฟต์แวร์บางประเภทเช่น ERP, CRM มักจะมีราคาค่อนข้างสูง และจำเป็นต้องซื้ออุปกรณ์ Hardware เพิ่มเติม เช่น Server, Harddisk นอกจากนี้ธุรกิจหรือองค์กรยังต้องเตรียมพร้อมค่าใช้จ่าย ในการดูแลรักษา (Maintenance Cost) ในระยะยาวซึ่งถือเป็นค่าใช้จ่ายจุกจิกไม่ว่าจะเป็นค่าจ้างทีมงาน IT ค่า Backup ข้อมูลค่าเสื่อมของอุปกรณ์ หรือแม้แต่ค่าใช้จ่ายในการทำสัญญา ประกันความเสียหายให้กับ Server เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดมีความยุ่งยาก และใช้เวลาในการเตรียมการค่อนข้างนานแต่ SaaS เปลี่ยนความยุ่งยากทั้ง หมดเหล่านี้ให้กลายเป็นเรื่องง่ายเพราะผู้ให้บริการจะเป็นผู้ดูแลฐานข้อมูล และระบบต่างๆให้พร้อมใช้งานได้ทันที

SaaS มีลักษณะการทำงานภายใต้แนวคิด Cloud Computing เนื่องจากแนวคิด Cloud Computing เป็นการแบ่งปันการเข้าใช้ทรัพยากรต่างๆ ผ่านทางอินเทอร์เน็ตซึ่ง SaaS ก็มีการทำงานที่คล้ายกันคือเป็น การเปิดสิทธิ์ให้ผู้ใช้งานจากทั่วโลกสามารถเข้าถึงทรัพยากร เช่น ซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ ผ่านทางอินเทอร์เน็ต ได้โดยที่ผู้ใช้งานแทบไม่ต้องรู้เลยว่าซอฟต์แวร์ หรือฮาร์ดแวร์ที่ใช้อยู่นั้นถูกเก็บอยู่ที่ไหน ประมวลผลบน Server หน้าตาเป็นอย่างไร หรือฐานข้อมูลถูกเก็บไว้ที่ไหนเพียงแค่ผู้ใช้เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต ก็สามารถ เข้าใช้ซอฟต์แวร์ได้ทันที เข้าถึงฐานข้อมูลเดิมที่เก็บข้อมูลที่สำคัญไว้ได้ทุกที่ทุกเวลา ดังนั้น ในอนาคตหาก เราต้องการจะทำงานในขณะที่อยู่นอกออฟฟิศหรือบนรถโดยสารก็สามารถทำ ได้อย่างไร้ขีดจำกัด เพียงแค่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้เท่านั้น

 

 

 

Facebook Comments

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here