เป็นคำถามที่ถูกถามบ่อยมาก Server ตัวนี้ใส่ Harddisk อะไรได้บ้าง Admin อย่างผม ก็ตอบตามความรู้ ที่รู้มา

Harddisk ตัวไหนที่ ใส่ SAS ได้ ก็สามารถ ใส่ SATA SSD ได้ 

เอาเป็นว่าวันนี้ ผมจะลองหยิบเอาวิวัฒนาการการพัฒนาของอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล หรือที่เราเรียกว่า ฮาร์ดไดร์ฟ มาเล่าให้ฟังกันดีกว่าครับ โดยเริ่มจาก

 

 1) (PATA) Parallel Advance Technology Attachment

ชื่อเหมือนห้างดังเเถวปิ่นเกล้า หลายๆ คนที่เกิดในยุคดึกดำบรรพ์ (เวอร์ไปป่ะ) คงจะรู้จักฮาร์ดดิสก์ประเภทนี้ในชื่อ IDE หรือ Integrated Drive Electronics ซึ่งได้ถูกพัฒนาโดยบริษัท Western Digital

คำว่า Parallel ถ้าให้แปลเป็นภาษาไทยตรงๆตัวเลย จะแปลว่า “ขนาน” คำว่าขนานในที่นี้จะหมายถึงรูปแบบอินเตอร์เฟซเอง ซึ่งเป็นมาตรฐานอินเตอร์เฟซ ATA (AT Attachment) สำหรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลของฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ด้วยความที่มันเป็นฮาร์ดดิสก์รุ่นดึกดำบรรพ์ ทำให้ความเร็วในการโอนถ่ายข้อมูลแบบสโลวไลฟ์อยู่ที่ประมาณ 8.3 Mbps และมีความจุข้อมูลอยู่ที่ประมาณ 504 MB ต่อมาได้มีการพัฒนาความสามารถในการถ่ายโอนข้อมูลและความจุของฮาร์ดดิสก์แบบ IDE ขึ้น และใช้ชื่อเรียกให้ดูเก๋ขึ้นอีกนิดว่า E-IDE (Enhanced Integrated Drive Electronics) โดยฮาร์ดดิสก์แบบ E-DIE นั้นมีความเร็วในการโอนข้อมูลอยู่ที่ประมาณ 133 Mbps

หลังจากที่ Serial ATA (SATA) เริ่มเข้าสู่ตลาดในปี 2003 ทำให้ชื่อ ATA ถูกเปลี่ยนเป็น Parallel ATA หรือ PATA จุดประสงค์ก็เพื่อแยกประเภทฮาร์ดดิสก์ตามอินเตอร์เฟซแบบอนุกรม (Serial) และแบบขนาน (Parallel) ออกจากกัน

 

2) SCSI (Small Computer System Interface)

เอสซีเอสไอ หรือที่ พวกเราเรียกกันว่า “สกัสซี” ซึ่งเป็นอินเตอร์เฟสมาตรฐานที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างฮาร์ดแวร์และบัส เช่น การเชื่อมต่อ CD-Rs, DVD รวมถึง Hard Drive ด้วย SCSI Cable Chain ในเครื่อง Desktop PC นั่นเอง โดยปกติแล้ว SCSI สามารถต่อกับอุปกรณ์ได้ 7-15 ชิ้น โดยอาศัยบอร์ด (SCSI host adapter หรือ SCSI controller) เพียงตัวเดียวในการจัดการ

SCSI ในสมัยก่อนได้รับความนิยมสูงในการนำมาใช้งานกับ Server ในองค์กร เนื่องจากความเร็วในการโอนถ่ายข้อมูลที่นับว่าสูงในสมัยนั้น รวมถึงอายุการใช้งานที่มากกว่าด้วย เนื่องจาก SCSI Controller สามารถรวบรวมคำสั่ง การอ่าน เขียน และลบข้อมูล เข้ามาเป็นคำสั่งเดียวกันได้ ทำให้ไม่ส่งผลต่อการทำงานของ CPU มากนัก อีกทั้งยังประหยัดเวลาการทำงานเมื่อต้องเจอกับไฟล์ข้อมูลจำนวนมากและมีขนาดใหญ่

ปัจจุบันนี้ เราแทบไม่ค่อยเห็นฮาร์ดดิสก์แบบ SCSI ใช้งานในองค์กรกันแล้ว เนื่องจากเทคโนโลยีก้าวหน้าไปแบบก้าวกระโดด ซึ่งผมเองก็น้ำตาไหลพรากทุกครั้ง เมื่อนึกย้อนไปถึงสมัย Floppy Disk (OMG)

 3) SATA (Serial Advanced Technology Attachment)

SATA เปิดตัวสู่สายตาชาวโลกครั้งแรกที่งาน PC Expo ในเมืองนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2545 งาน สำหรับ Serial ATA นั้นจะมีรูปแบบอินเตอร์เฟซหรือการรับส่งข้อมูลแบบอนุกรม (Serial) ด้วยวิธีการนำโปรโตคอลเข้ามาควบคุมให้ส่งข้อทีละ bit เรียงกัน ซึ่งจะมีความสูงกว่าการรับส่งข้อมูลแบบขนาน (PATA หรือ IDE)

ด้วยความเร็วในการรับส่งข้อมูลอยู่ที่ประมาณ 150 Mbps สาย SATA ถูกปรับให้มีขนาดเล็กลง จากเดิมที่มี 40 Pin (PATA) ถูกปรับให้เล็กลงเหลือแค่ 7 Pin (SATA) ปัจจุบันเซิร์ฟเวอร์รุ่นเล็กบางยี่ห้อขยับมาใช้ฮาร์ดไดร์ฟแบบ SATA เกือบทั้งหมดเนื่องจากต้นทุนที่ถูกและการรับส่งข้อมูลที่รวดเร็วขึ้น

 

4) Near Line SAS

หากจะพูดว่า Near Line SAS เป็นลูกผสมระหว่าง SATA กับ SAS ก็คงไม่ผิด เพราะความหมายตรงๆ ก็คือ “เข้าใกล้ SAS” (แต่ก็ยังไม่ถึงขั้น SAS – -) ถ้าหากคุณเข้าใจการทำงานของ SATA และ SAS ก็จะเข้าใจการทำงานของ NL-SAS ได้ไม่ยาก เพราะมันแค่เอา SATA ฮาร์ดดิสมาใส่ SAS interface (Head and Media Connector) เข้าไป

โดย NL-SAS จะยังคงใช้ลักษณะดิสก์แบบจานหมุนของ SATA แต่ที่เพิ่มเติมคือ การใช้ชุดคำสั่งแบบ SAS มาช่วยจัดการ เช่น คำสั่งการจัดเรียงคิวข้อมูล การอ่านเขียนข้อมูลหลายๆ Channel พร้อมกัน และการทำงานหลายๆโฮสพร้อมกัน เป็นต้น ถึงกระนั้น ประสิทธิภาพของ NL-SAS ก็ยังคงไม่ดีเท่ากับ SAS

5) SAS (Serial Attached SCSI)

SAS เป็นโพรโทคอลสื่อสารรูปแบบ Point-to-Point ทำหน้าที่ในการรับส่งข้อมูลสำหรับอุปกรณ์ฮาร์ดไดร์ฟ (Hard Drive) และ เทป (Tape Drive) โดยตัวควบคุม (Controller) จะเชื่อมต่อกับดิสก์ไดร์ฟ (Disk Drive)โดยตรง โพรโทคอลอนุกรมของ SAS ได้ถูกนำมาแทนที่การรับส่งข้อมูลแบบขนาน (SCSI) โดยยังคงใช้ชุดคำสั่งแบบเดิมของ SCSI อยู่ แต่ได้รับการปรับปรุงในด้านความสามารถมากกว่า SCSI ในหลายๆด้าน

ยกตัวอย่างเช่น SAS สามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ ได้มากถึง 128 อุปกรณ์ในเวลาเดียวกัน สายเคเบิลที่ใช้เชื่อมต่อก็ยังบางกว่าและยาวกว่าด้วย การส่งผ่านสัญญาณระหว่างต้นทางและปลายทางแบบ Full-Duplex รองรับความเร็วที่ 3 Gbps และยังรองรับเทคโนโลยี Hot-Swap อีกด้วย อีกหนึ่งเหตุผลที่ SAS ได้รับความนิยมภายในองค์กรก็คือการที่มันสามารถสื่อสารกับ SATA และ SCSI ได้ (Socket ที่ใช้เชื่อมต่อจะคล้ายกับแบบ SATA แต่อุปกรณ์ SAS จะมี Data Port เพิ่มมา)

 

6) Solid-State Drive (SSD)

SSD เป็นอุปกรณ์การจัดเก็บข้อมูลแบบใหม่ที่ใช้การประกอบแผงวงจรในรูปแบบชิปหน่วยความจำ (คล้ายกับการทำงานของแฟลชไดร์ฟ) ที่เก็บข้อมูลอย่างต่อเนื่อง โดย SSD ประกอบไปด้วยอุปกรณ์ 2 ส่วนหลักๆ คือ ชิปหน่วยความจำ (Memory) และ ชิปควบคุมการทำงาน (Controller)

หากเปรียบเทียบกับเทคโนโลยีฮาร์ดดิสก์แบบจานหมุนแม่เหล็กแบบเดิมที่ทำให้เกิดเสียงรบกวนในขณะที่ดิสก์หมุนด้วยความเร็วรอบสูงและแน่นอนว่าความร้อนก็สูงตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งผลที่ตามมาคืออายุการใช้งานที่สั้นลง แต่ SSD กลับตอบโจทย์ปัญหาทุกข้อที่ฮาร์ดดิสก์แบบจานหมุนมี ทั้งในเรื่องการเสียงรบกวน ความร้อน และเรื่องความเร็วในการอ่านเขียนข้อมูลแบบทวีคูณ เรียกได้ว่าเร็วที่สุดในบรรดาอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลทุกประเภทในปัจจุบัน (ข้อเสียเห็นทีจะมีแค่เรื่องราคาหล่ะนะ)

จริง ๆ แล้วไม่ได้มีแค่ 6 ประเภทนะครับ จะมีอีกหลายแบบ แบบการ์ด io  และ SSD m2 

 

Facebook Comments