สัญญาณ Wifi มีปัญหาใช่มั้ย? ใช้ Wifi Analyzer ตรวจสอบสิ!

เมื่อคุณต้องพบเจอกับสัญญาณ Wifi ที่มีปัญหา จากการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตบนสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต โดยหาสาเหตุไม่ได้ว่า ปัญหานั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร และมีทางแก้ปัญหาหรือไม่ ซึ่งเราขอแนะนำตัวช่วยที่เป็น Application จาก Google Play คือ Wifi Analyzer เครื่องมือสำหรับตรวจสอบสัญญาณ Wifi

มาทำความรู้จักกับ “Wifi Analyzer” เพื่อให้คุณสามารถใช้งานได้อย่างสะดวก และแก้ปัญหาในเรื่องของสัญญาณ Wifi ที่คุณต้องเจอได้ แต่หลายคนอาจสงสัยว่า แอป Wifi Analyzer จำเป็นด้วยหรือ ที่ต้องมีไว้ในอุปกรณ์สื่อสาร จำเป็นด้วยหรือที่พวกเขา ต้องตรวจสอบสัญญาณ Wifi ที่มีปัญหา และอาจกังวลว่า หากโหลดแอปมาแล้ว จะใช้งานอย่างไร ใช้ยากหรือไม่

ผู้เขียนขอบอกเลยว่า ใช้งานง่ายมากๆ ถึงแม้คุณจะไม่ได้ทำอาชีพที่เกี่ยวข้องกับสัญญาณ Wifi เช่น ช่างเทคนิค หรือ IT Support แต่ แอป Wifi Analyzer ก็มีประโยชน์อย่างมากสำหรับคนทั่วไป ที่ต้องพบเจอกับปัญหาสัญญาณ Wifi ที่ไม่ดี โดยที่คุณสามารถใช้แอปนี้ เพื่อวิเคราะห์ถึงความแรง และช่องสัญญาณที่ถูกปล่อยออกมา ณ บริเวณนั้น รวมทั้งยังวิเคราะห์ได้ถึงจุดอับของสัญญาณ ว่าตรงไหน สัญญาณมาไม่ถึง หรือสัญญาณอ่อน โดยที่คุณยังสามารถนำไปใช้กับการติดตั้งเราท์เตอร์ที่บ้าน หรือนำไปใช้กับการกระจาย Wifi ตามโรงแรม, หอพัก ซึ่งเราต้องติดตั้งตัวกระจายสัญญาณ (Access Point) จำนวนหลายๆตัว ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้น บางครั้งอาจเกิดจากการไม่ปรับช่องสัญญาณให้ดี ทำให้สัญญาณรบกวนกันเอง และส่งผลให้สัญญาณมีเสถียรภาพต่ำ หลุดง่าย ความเร็ว (Speed) ตกลง ซึ่งแอป Wifi Analyzer จะช่วยให้คุณเลือกช่องสัญญาณได้ดีขึ้น เพื่อไม่ให้ชนกับสัญญาณ Wifi อื่น รวมถึงการตรวจสอบคลื่นสัญญาณและสามารถเลือกช่องสัญญาณที่ต้องการใช้ได้

หรือการใช้ Wifi เพื่อเชื่อม Network ภายในองค์กร (อาจจะเป็นภายในอาคารหรือระหว่างอาคาร)ที่มีมากกว่า 1 วง เข้าด้วยกัน ก็จำเป็นต้องเลือกใช้ช่องสัญญาณที่ดีที่สุด โดยให้มีการรบกวนน้อยที่สุด นอกจากนี้ ในบางสถานที่ ไม่ได้ใช้ Wifi เพื่อ Internet เพียงอย่างเดียว อย่างเช่น ตาม Office หรือสำนักงาน ที่ใช้เพื่อการแชร์ไฟล์ รับส่งไฟล์ หรือ Wireless printing ผ่าน Wireless printer ซึ่งหากเราใช้แอป Wifi Analyzer มาช่วยปรับ ให้ช่องสัญญาณมีการทับซ้อนกันน้อยที่สุด ก็จะทำให้ระบบมีเสถียรภาพมากขึ้นได้ ที่สำคัญ แอป Wifi Analyzer ช่วยบอกให้เราทราบด้วยว่า บริเวณที่เราอยู่นั้น มีคลื่นสัญญาณ Wifi ความถี่ไหนอยู่แล้วบ้าง เพื่อที่เราจะได้ตั้งค่าช่องสัญญาณ Wifi ของเรา ไม่ให้ไปรบกวน หรือถูกรบกวน ด้วยช่องสัญญาณเดิมที่มีอยู่แล้ว

เมื่อทราบถึงคุณลักษณะและคุณประโยชน์ของ Wifi Analyzer ไปเรียบร้อยแล้ว

เรามาเริ่มติดตั้งและใช้แอปกันเลย!

เริ่มจากการติดตั้งแอป Wifi Analyzer

หลังจากกดเปิดแล้ว แอปจะแสดงที่หน้าของ Channel graph ซึ่งในหน้านี้แสดงถึง ช่องสัญญาณ Wifi ดังภาพ จะเห็นได้ว่า มีช่องสัญญาณ 1 – 14 หมายถึงมี 14 ช่องสัญญาณ ส่วนการเลือกช่องสัญญาณ จะเว้นไว้ประมาณ +/- 4 ช่องสัญญาณเสมอ เพื่อให้ได้สัญญาณที่คุณภาพดีที่สุด ดังนั้น ช่องสัญญาณที่นิยมใช้กันมาก คือ 1, 6 และ 11

ตัวอย่าง

– สัญญาณ Wifi : Softbox (เส้นสีแดง) จะใช้ช่องสัญญาณที่ 3 มีระดับความแรงของคลื่นสูงที่สุดถึง -50โดยมีหน่วยเป็น dBm และหากยิ่งติดลบน้อย แสดงว่า Wifi นั้นอยู่ใกล้ หรือมีเสาส่งสัญญาณที่แรง

– สัญญาณ Wifi : COM7-ECOM (เส้นสีฟ้า) จะใช้ช่องสัญญาณที่ 8 มีระดับความแรงของคลื่นสูงถึง -60

จากภาพ จะเห็นว่ามี Wifi จำนวนมาก ทับซ้อนกันอยู่ในช่วงคลื่น 1 และ 11 ซึ่งยิ่งทับซ้อนกันมากเท่าไร ก็ยิ่งส่งผลต่อคุณภาพของ Wi-Fi ที่น้อยลงเท่านั้น แต่คุณสามารถตั้งค่าเราท์เตอร์ เพื่อหลีกเลี่ยงช่องเหล่านี้ได้ เช่น ไปอยู่ช่อง 4, 5 หรือช่อง 14 เป็นต้น

เมื่อเปลี่ยนเป็นการดูแบบ Time graph คุณจะทราบได้ถึงความแรงของสัญญาณ Wifi ได้แบบ Real Time

ตัวอย่าง สัญญาณ Wifi : Softbox (เส้นสีแดง) จะมีความแรงคลื่น สูงกว่าสัญญาณอื่น ซึ่งวัดจาก บริเวณที่เราอยู่

การดูแบบ Channel rating เมื่อคุณเลือกดูช่องสัญญาณของ Softbox จะเห็นว่าช่องสัญญาณที่ดีที่สุด คือช่อง 6 และ 14 ซึ่งหมายถึง ยังว่างอยู่ คุณสามารถใช้ช่องสัญญาณตรงนี้ได้ โดยที่ไม่ซ้อนทับกับช่องอื่น

การดูแบบ AP List จะละเอียดกว่าการดูแบบ Channel graph เนื่องจาก มีการระบุรายละเอียดของแต่ละช่องสัญญาณอย่างชัดเจน เช่น ชื่อ Wifi และรูปแบบการเข้ารหัส ว่าเป็นแบบฟรี หรือเข้ารหัส WPA และ WPA2, ช่องสัญญาณ หรือ Channel ว่าอยู่ช่องใด, จำนวนความแรงคลื่น (dBm) เป็นต้น รวมถึงรายละเอียดของสัญญาณ ที่เครื่องของเรากำลังเชื่อมต่ออยู่

การดูแบบ Signal meter เป็นการดูแบบหน้าปัด เพื่อดูว่ามีการตั้งเราท์เตอร์ในจุดที่กระจาย Wifi ได้ดีหรือไม่ ซึ่งหน้าปัดเข็มจะวัดค่าได้ทันที โดยฝั่งที่เป็นสีเขียว และมีค่า dBm ที่ติดลบน้อย จะแสดงถึง มีคลื่นสัญญาณ Wifi ที่แรง

ตัวอย่าง สัญญาณ Wifi : Softbox เข็ม Meter จะตกมาบริเวณพื้นที่สีเขียว หมายถึง มีสัญญาณที่ดี แรง และเร็ว

ตัวอย่าง สัญญาณ Wifi : Com7 เข็ม Meter จะตกมาบริเวณพื้นที่สีเทา หมายถึง มีสัญญาณที่ไม่ดี สัญญาณอ่อน และช้า

ซึ่งการตรวจวัดแบบ Signal meter สามารถนำมาใช้กับสัญญาณอินเตอร์เน็ตที่บ้านของคุณได้อย่างสะดวก เช่น หากคุณมีบ้าน 3 ชั้น และต้องการตรวจสอบดูว่าชั้นใด มีสัญญาณดี หรือสัญญาณไม่ดี คุณก็สามารถทราบได้ จากการใช้เครื่องมือนี้ เพื่อที่จะได้ปรับเปลี่ยนตำแหน่งเราท์เตอร์ ตามคลื่นสัญญาณ

Facebook Comments