ปกติแล้วสมาร์ทโฟนเรือธงในแต่ละปี มักถูกปรับลดราคาลงในปีต่อมา เพื่อใช้ดึงดูดลูกค้าที่อยากได้สินค้าสเปกดีในราคาไม่แพงจนเกินไป แต่ปัญหาของ Galaxy Note 7 เมื่อปีที่แล้ว ทำให้สายผลิตภัณฑ์ของ Galaxy Note เกิดช่องโหว่ขึ้นมา และเมื่อ Galaxy Note 8 เปิดตัวด้วยราคาค่อนข้างแพงที่ 33,900 บาท ทำให้ผู้ที่อยากได้ Note รุ่นรองที่ราคาถูกลงมา ไม่มีตัวเลือกอื่นเลย

ช่องโหว่นี้ถูกปิดด้วย Galaxy Note FE (Fan Edition) หรือ Galaxy Note 7 ในร่างใหม่ และการตั้งราคา 20,900 บาท ถูกกว่า Note 8 ถึงหมื่นกว่าบาท ย่อมทำให้มันน่าสนใจขึ้นมาทันที ในฐานะมือถือมีปากกา ที่สเปกดีพอสมควร และราคาเอื้อมถึงได้มากกว่า

สเปก: มันก็คือ Note 7 เปลี่ยนแบตเป็นล็อตใหม่

ต้องบอกว่า Galaxy Note FE ก็คือ Galaxy Note 7 เกือบ 100% เพราะใช้ชิ้นส่วนเดิมของ Galaxy Note 7 เกือบทั้งหมดจะมีแค่แบตเตอรี่ที่เปลี่ยนล็อตใหม่ ลดความจุลงเล็กน้อย (จาก 3500mAh เหลือ 3200mAh) ควบคุมความปลอดภัยอย่างเข้มข้น

สเปกของ Galaxy Note FE จึงเหมือนกับสเปกของ Galaxy Note 7 แทบทั้งหมด

  • หน้าจอ Super AMOLED 5.7″ 2560×1440 (Quad HD) ขอบโค้ง
  • ซีพียู 8 คอร์ 2.3GHz+1.6GHz
  • แรม 4GB, สตอเรจ 64GB เพิ่ม microSD ได้
  • กล้องหลัง 12MP OIS, กล้องหน้า 5MP
  • ชาร์จไฟด้วยพอร์ต USB-C, ยังมีช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม.
  • ปากกาแรงกด 4096 ระดับ (เท่ากับ Note 8)
  • ระบบสแกนม่านตา
  • กันน้ำกันฝุ่น IP68 แถมใช้ปากกาเขียนใต้น้ำได้

รูปลักษณ์ภายนอก: มันก็คือ Note 7

ต้องบอกว่า Galaxy Note FE ใช้โครงสร้างภายนอกแทบจะเหมือนกับ Galaxy Note 7 ทั้งหมด เพียงแค่เพิ่มลายสกรีนด้านหลังเป็นคำว่า Galaxy Note Fan Edition เข้ามาให้เห็นชัดๆ เท่านั้น

ขนาดของตัวเครื่องเมื่อเทียบกับ Note 8 จะเห็นว่าความกว้างใกล้เคียงกัน แต่ความยาวของ Note 8 ยาวกว่ามาก (5.7″ vs 6″ เมื่อเทียบแนวทแยง) ในแง่ของการหยิบจับ Note FE ก็ใช้งานเหมาะมือกว่า โดยต้องแลกมาด้วยขนาดหน้าจอที่เล็กกว่า

นอกจากขนาดแล้ว สิ่งที่แตกต่างได้อย่างชัดเจนคือน้ำหนัก เพราะ Note FE เบากว่า Note 8 อยู่พอสมควร (167 กรัม vs 195 กรัม) สำหรับคนที่ชอบมือถือน้ำหนักเบาๆ Note FE ย่อมเหมาะมือมากกว่า

อีกจุดที่ต่างไปในแง่รูปลักษณ์คือ Note FE มีให้เลือกเพียงสองสีคือ ดำ Black Onyx และฟ้า Blue Coral (รุ่นที่ได้มารีวิวเป็นสีฟ้า) ในขณะที่สีเงิน Silver Titanium และ ทอง Gold Platinum ของ Galaxy Note 7 ถูกตัดออกไป ไม่นำมาขายด้วย

วัสดุและสีของ Note FE จะออกเมทัลลิค เป็นเงามากกว่า สะท้อนแสงกว่า Note 8

ข้างใต้เครื่อง จุดสังเกตความแตกต่างของ Note FE กับ Note 8 มีเพียงตะแกรงไมโครโฟนที่ใช้ดีไซน์ต่างกันเท่านั้น

ปุ่มโฮมด้านหน้า สแกนนิ้วด้านหน้า

แนวทางการออกแบบของ Galaxy Note FE ใช้ดีไซน์ที่ซัมซุงใช้มาตลอดในช่วงปี 2015-2016 (ตั้งแต่ S6 จนถึง Note 7) เมื่อมาเปรียบเทียบกับมือถือในปี 2017 ที่ใช้ดีไซน์จอไร้ขอบอย่าง S8/Note 8 อาจดูล้าสมัยไปบ้าง เพราะยังมีขอบจอบน-ล่างให้เห็น และมีปุ่มโฮมเหมือนเดิม (เป็นเรือธงตัวสุดท้ายที่มีปุ่มโฮม)

แต่ปุ่มโฮมอันนี้กลับมีข้อดีที่เหนือกว่ามือถือปี 2017 (แม้จะไม่ตั้งใจ) ตรงที่มันสแกนนิ้วได้สะดวกกว่ามาก จากการลองใช้มือถือจอไร้ขอบไร้ปุ่มโฮม พบว่าหลายสถานการณ์ไม่สามารถปลดล็อคด้วยการสแกนใบหน้า-นัยน์ตาได้ง่ายนัก เช่น เราเอื้อมมือไปหยิบมือถือที่อยู่ไกลตัว และต่อให้มีตัวสแกนนิ้วที่ด้านหลังเครื่อง ก็ไม่สะดวกเท่าการสแกนนิ้วด้านหน้าอยู่ดี

ปุ่มโฮมที่สแกนนิ้วได้ จึงกลายเป็นฟีเจอร์เด่นของ Galaxy Note FE ไปในทันที

ปากกา S Pen แรงกด 4096 ระดับ

ต้องบอกว่าในแง่ฮาร์ดแวร์แล้ว ปากกา S Pen ของ Galaxy Note FE แทบจะเหมือนกับปากกาของ Galaxy Note 8 ทุกอย่าง (อยากจะบอกว่าเป็นตัวเดียวกันเลยแต่ก็ไม่กล้าฟันธง) เป็นปากกาหัวเล็ก รองรับแรงกด 4096 ระดับ เขียนได้แม้จอเปียกหรืออยู่ใต้น้ำ

จากการลองเขียนหน้าจอ Note FE ด้วยปากกาของ Note FE เทียบกับปากกา Note 8 ก็ไม่พบความแตกต่างใดๆ เส้นเล็กสวยเหมือนกัน

ฟีเจอร์ฝั่งซอฟต์แวร์ปากกาก็มีเหมือนกันทั้งหมด ตั้งแต่ Samsung Notes, Smart Select, Screen Write, Translate, Magnify, Glance จะมีแค่ฟีเจอร์ส่งข้อความฟรุ้งฟริ้ง Live Message ที่สงวนไว้เป็นจุดขายของ Note 8 เท่านั้น

ซ้าย: Note FE, ขวา: Note 8

Facebook Comments